พระพุทธเจ้ามีมาแล้วเป็นเรือนหมื่น

พระพุทธเจ้ามีมาแล้วเป็นเรือนหมื่น

พระมหาวิเศษ ปญฺญาชิโร (ผศ.) ปธ.๙, ศษ.บ, ศน.ม.
คณะศาสนาและปรัชญา มมร.ลน.

ตามความเข้าใจของพุทธศาสนิกชนชาวไทยทั่วไปจะเข้าใจว่า พระพุทธเจ้ามีพระองค์เดียว หรืออาจมีความเข้าใจว่ามีหลายพระองค์ แต่ทำไมไม่ค่อยมีใครกล่าวถึงพระพุทธเจ้าพระองค์อื่น ๆ ถ้าสังเกตพฤติกรรมความเชื่อของคนไทยจริง ๆ แล้ว ชาวไทยจะมีความเชื่อเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าว่ามีหลายพระองค์เช่นกัน ดังจะเห็นได้จากความเชื่อเกี่ยวกับพระพุทธบาทสี่รอย ที่พระพุทธเจ้าสี่พระองค์ คือ พระกกุสันธะ พระโกนาคมนะ พระกัสสปะ พระสิทธัตถะ มาประทับรอยพระบาทไว้ ความเชื่อเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ คือ พระกกุสันธะ พระโกนาคมนะ พระกัสสปะ พระสิทธัตถะ และพระอริยเมตไตรย (พระเจ้า ๕ พระองค์ คำว่า พระเจ้า แต่เดิมเป็นคำเรียกพระพุทธเจ้า เพราะเป็นเจ้า เป็นผู้นำ เป็นหัวหน้าของพระ หรืออีกความหมายหนึ่ง พระที่เป็นเจ้า ขัตติยวงศ์ เช่นที่เรียกว่า พระเจ้าตนหลวง พระเจ้าเก้าตื๊อ มงกุฎพระเจ้า พระเจ้าห้าพระองค์ เป็นต้น ต่อมาคำว่า พระเจ้า ถูกศาสนาอื่น นำไปใช้เรียกแทนผู้ที่ศาสนิกชนที่ตนนับถือว่า “อยู่สูงสุดของสรรพสัตว์ มวลมนุษยชาติและจักรวาล” เพื่อให้เกิดความกลมกลืนกับศาสนาพุทธ ง่ายต่อการเผยแพร่ศาสนา) ตำนานพื้นบ้านบางแห่งมีการผูกเรื่องเกี่ยวกับพระเจ้า ๕ พระองค์ด้วย เช่น ตำนานเวียงกาหลง จังหวัดเชียงราย

พระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้ล่วงมาแล้วเป็นจำนวนหลายหมื่นหลายแสนพระองค์ ไม่นับพระปัจเจกพระพุทธเจ้าและเหล่าพระพุทธสาวกเข้าด้วย และที่จะตรัสรู้ในระยะอันใกล้ ๆ อีก ๑๐ พระองค์ (ที่ฝรั่งบังอาจ…ตา อันน้อยนิดของชาวโลกว่า “ปี ๒๐๑๒ โลกจะแตก” เป็นไปไม่ได้ อาจจะมีภัยพิบัติบ้าง น้ำท่วมบ้าง สงครามบ้าง ความอดอยากบ้าง ถ้าน้ำท่วมโลก โลกก็ไม่แตก สงครามมีทั่วโลก โลกก็ไม่แตก ไฟไหม้โลก โลกก็ไม่แตก ฝรั่งที่เขียนและคนที่เชื่อตายหมด โลกก็ไม่แตก แต่อาจจะมีการเปลี่ยนรูปร่างไปบ้าง ก็แค่นั้นเอง รูปร่างของเรา ก็ยังเปลี่ยนเลย รูปร่างโลกจะเปลี่ยนไปบ้างก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เป็นไปได้) ถ้าจะกล่าวถึงประเภทของพระพุทธเจ้า ท่านได้จัดไว้เป็นสามประเภท คือ ปัญญาธิกะ สัทธาธิกะ และวิริยาธิกะ ในบทเจริญพระพุทธมนต์ก็มีการกล่าวถึงเช่นกัน ดังที่ปรากฏในบทสัมพุทเธ มีเนื้อหาว่า

สมฺพุทฺเธ  อฏฺฐวีสญฺจ    ทฺวาทสญฺจ  สหสฺสเก

ปญฺจสตสหสสานิ                นมามิ  สิรสา  อหํ

เตสํ  ธมฺมญฺจ  สงฺฆญฺจ         อาทเรน   นมามิหํ

นมการานุภาเวน                 หนฺตฺวา  สพฺเพ  อุปทฺทฺเว

อเนกา  อนฺตรายาปิ             วินสฺสนฺตุ  อเสสโต ฯ

ข้าพเจ้า ขอนอบน้อม พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้ง ๕๑๒,๐๒๘ พระองค์ ด้วยเศียรเกล้า

ข้าพเจ้า ขอนอบน้อมธรรม และพระสงฆ์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหล่านั้นด้วยความเคารพ

ด้วยอานุภาพแห่งการกระทำความนอบน้อม ขอจงขจัดอุปัทวะทั้งปวง อันตรายทั้งหลาย จงพินาศไปโดยไม่มีส่วนเหลือ

ในบทแรกนี้นั้นจะหมายถึง พระพุทธเจ้าประเภทปัญญาธิกะ คือ พระพุทธเจ้าที่ใช้ปัญญาเป็นตัวนำในการสร้างบุญบารมีและบำเพ็ญเพียรเพื่อให้บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ

สมฺพุทฺเธ  ปญฺจปญฺญาสญฺจ      จตุวีสติสหสฺสเก

ทสสตสหสฺสานิ                   นมามิ  สิรสา  อหํ

เตสํ  ธมฺมญฺจ  สงฺฆญฺจ         อาทเรน  นมามิหํ

นมการานุภาเวน                 หนฺตฺวา  สพฺเพ  อุปทฺทฺเว

อเนกา  อนฺตรายาปิ             วินสฺสนฺตุ  อเสสโต ฯ

ข้าพเจ้า ขอนอบน้อม พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้ง ๑,๒๔,๐๕๕ พระองค์ ด้วยเศียรเกล้า

ข้าพเจ้า ขอนอบน้อมธรรม และพระสงฆ์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหล่านั้นด้วยความเคารพ

ด้วยอานุภาพแห่งการกระทำความนอบน้อม ขอจงขจัดอุปัทวะทั้งปวง อันตรายทั้งหลาย จงพินาศไปโดยไม่มีส่วนเหลือ

ในบทที่สองนี้นั้นจะหมายถึงพระพุทธเจ้าประเภทสัทธาธิกะ คือ พระพุทธเจ้าที่ใช้ศรัทธาเป็นตัวนำในการสร้างบุญบารมีและบำเพ็ญเพียรเพื่อให้บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ

สมฺพุทฺเธ  นวุตฺตรสเต   อฏฺฐจตฺตาฬีสสหสฺสเก

วีสติสตสหสฺสานิ                  นมามิ  สิรสา อหํ

เตสํ  ธมฺมญฺจ  สงฺฆญฺจ         อาทเรน  นมามิหํ

นมการานุภาเวน                 หนฺตฺวา  สพฺเพ  อุปทฺทฺเว

อเนกา  อนฺตรายาปิ             วินสฺสนฺตุ  อเสสโต ฯ

ข้าพเจ้า ขอนอบน้อม พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้ง ๒,๗๔๘,๑๐๙ พระองค์ ด้วยเศียรเกล้า

ข้าพเจ้า ขอนอบน้อมธรรม และพระสงฆ์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหล่านั้นด้วยความเคารพ

ด้วยอานุภาพแห่งการกระทำความนอบน้อม ขอจงขจัดอุปัทวะทั้งปวง อันตรายทั้งหลาย จงพินาศไปโดยไม่มีส่วนเหลือ

ในบทสุดท้ายนี้จะหมายถึงพระพุทธเจ้าประเภทวีริยาธิกะ คือ พระพุทธเจ้าที่ใช้วิริยะ ความเพียร เป็นตัวนำในการสร้างบุญบารมีและบำเพ็ญเพียรเพื่อให้บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ

จากบทเจริญพุทธมนต์ดังกล่าวมาสรุปได้ว่า ในอดีตกาลอันยาวนานมา พระพุทธเจ้าที่ใช้วิริยะความเพียรเป็นตัวนำในการบำเพ็ญเพียรจนบรรลุธรรมเป็นพระอรหันตสัมมาสัมมาพุทธเจ้ามีมากกว่าพระพุทธเจ้าที่ใช้ความศรัทธา ความเชื่อมั่นเป็นตัวนำสองเท่า และมากกว่าพระพุทธเจ้าที่ใช้ปัญญาเป็นตัวนำสี่เท่าตัว

ในระยะอันใกล้ที่ล่วงมาแล้วได้มีพระพุทธเจ้าตรัสรู้มา ๒๕ พระองค์ ซึ่งมีความแตกต่างกันทั้งอายุ ความสูง ตระกูล ปธาน (ระยะเวลาบำเพ็ญเพียร) รัศมี ยานพาหนะที่ใช้ออกผนวช ต้นไม้ตรัสรู้ และบัลลังก์ (มาในมธุรัตถวิลาสินี อรรถกถาขุททนิกาย พุทธวงศ์) ในที่นี้ขอนำมากล่าวไว้เฉพาะบางส่วนมาเปรียบเทียบพอประดับความรู้หรือเพื่อทบทวนความรู้เดิมที่มีอยู่

ลำดับ

พระนามพระพุทธเจ้า

ยานพาหนะ

ระยะเวลาบำเพ็ญเพียร

ต้นไม้ตรัสรู้

พระทีปังกร

ช้าง

๑๐ เดือน

มะขวิด

พระโกณฑัญญะ

รถ

๑๐ เดือน

ขานาง

พระมังคละ

ม้า

๘ เดือน

กากะทิง

พระสุมนะ

ช้าง

๑๐ เดือน

กากะทิง

พระเรวตะ

รถ

๗ เดือน

กากะทิง

พระโสภิตะ

ปราสาท

๔ เดือน

กากะทิง

พระอโนมทัสสี

วอ

๑๐ เดือน

ต้นกุ่ม

พระปทุมะ

รถ

๑๕ วัน

อ้อยช้างใหญ่

พระนารทะ

ดำเนินด้วยพระบาท

๗ วัน

อ้อยช้างใหญ่

๑๐

พระปทุมุตตระ

ปราสาท

๗ วัน

ช้างน้าว

๑๑

พระสุเมธะ

ช้าง

๘ เดือน

สะเดา

๑๒

พระสุชาตะ

ม้า

๑๐ เดือน

ไผ่

๑๓

พระปิยทัสสี

รถ

๖ เดือน

กุ่ม

๑๔

พระอัตถทัสสี

ม้า

๑๕ วัน

จำปา

๑๕

พระธัมมทัสสี

ปราสาท

๗ วัน

มะพลับ

๑๖

พระสิทธัตถะ

วอ

๑๐ เดือน

กรรณิการ์

๑๗

พระติสสะ

ม้า

๘ เดือน

ประดู่

๑๘

พระปุสสะ

ช้าง

๖ เดือน

มะขามป้อม

๑๙

พระวิปัสสี

รถ

๑๕ วัน

แคฝอย

๒๐

พระสิขี

ช้าง

๘ เดือน

มะม่วงป่า

๒๑

พระเวสสภู

วอ

๖ เดือน

สาละ

๒๒

พระกกุสันธะ

รถ

๑๐ เดือน

ซึก

๒๓

พระโกนาคมนะ

ช้าง

๖ เดือน

มะเดื่อ

๒๔

พระกัสสปะ

ปราสาท

๗ วัน

ไทร

๒๕

พระสมณะ โคดม

ม้า

๖ ปี

อัสสัตถะ (ต้นโพธิ์)

 บุพกรรมของพระสมณะ โคดม

สาเหตุที่พระพุทธเจ้าของเหล่าเราท่านใช้ระยะเวลานานกว่าจะบรรลุพระอรหันตสัมมาสัมโพธิญาณได้นั้น ได้กล่าวถึงบุพกรรมของพระพุทธองค์ ครั้งยังดำรงอยู่ในอัตภาพของพระโพธิสัตว์ (ขุททกนิกาย อปทาน พุทธาปาทาน) ไว้ว่า

ในสมัยพระกัสสปะพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพราหมณ์ชื่อโชติปาละ ไม่มีความเลื่อมใสในพุทธศาสนา ทราบว่าพระกัสสปะทรงตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้กล่าวว่า “การตรัสรู้ของสมณะโล้นจักมีมาแต่ที่ไหน”

ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น พระโพธิสัตว์ต้องเสวยทุกข์ในอบายเป็นเวลานาน ในปัจจุบันด้วยเศษที่ยังเหลืออยู่ แม้ในภพสุดท้ายก่อนจะตรัสรู้ พระองค์ยังต้องหลงเดินทางผิด บำเพ็ญทุกรกิริยาทรมานพระองค์เองด้วยวิธีต่าง ๆ อันเป็นวัตรของเดียรถีย์ มีการอดอาหารเป็นต้น จนสรีระผอมเหลือแต่กระดูก ได้รับทุกขเวทนากล้าอันเกิดจากความเพียรเป็นเวลานาน ถึง ๖ ปี กว่าจะได้ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณ (สำนวนจากหนังสือ พระพุทธประวัติ ของสุรีย์ มีผลกิจ และวิเชียร มีผลกิจ)

จากบุพกรรมของพระพุทธเจ้าดังกล่าวมาสามารถสรุปได้เลยว่า พระพุทธเจ้าของเราเป็นพระพุทธเจ้าที่ใช้ความเพียร ความพยายามเป็นอย่างมากในการบำเพ็ญเพียร (วีรยาธิกพุทธเจ้า) เพื่อหาหนทางแห่งความดับทุกข์และได้แนวทางในการเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนแก่มวลทวยเทพและมนุษยชาติทุกหมู่เหล่า

ต้นไม้ตรัสรู้

ด้วยเหตุที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ตรัสรู้ใต้ต้นไม้อันน่ารื่นรมย์ ทำให้เกิดความเชื่อ ความศรัทธาแก่พุทธศาสนิกชนทุกเชื้อชาติที่มีต่อต้นไม้เหล่านั้น โดยมีอนุรักษ์หรือการปลูกตามสถานที่สำคัญซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับพุทธประวัติทั้งโดยตรงและโดยอ้อม บนพื้นฐานของความเชื่อที่ว่า “การบำรุงรักษาต้นไม้ มีอานิสงส์มาก มีผลทำให้เกิดในสวรรค์ไม่ตกนรก อบายภูมิ” ชาวล้านนาเชื่อว่า ถ้าใครตัดต้นโพธิ์ต้องมีอันเป็นไปด้ายสาเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง สมัยโบราณมีการออกกฎหมายห้ามตัดต้นโพธิ์หรือตัดกิ่งโพธิ์โดยประการทั้งปวง ส่วนการตัดตกแต่งกิ่งด้วยสาเหตุจำเป็นบางประการก็สามารถทำได้ แต่ต้องตัดในวันดับเท่านั้น (วันแรม ๑๔ ค่ำ เดือนคี่ คือ เดือน ๑-๓-๕-๗-๙-๑๑)

ต้นอัสสัตถะ เป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของคนอินเดียโบราณ และต้นที่ตรัสรู้นั้นเป็นสถานที่พักของพ่อค้า นายเกวียน ซึ่งได้อาศัยร่มไม้พักเป็นประจำ อาจจะกล่าวได้ว่า เป็นสถานที่พักริมทางของชาวประชาชีในสมัยนั้นก็คงไม่ผิด แต่ประชาชนทั่วไปจะเรียกอัสสัตถะหรือต้นไม้กลุ่มพันธุ์คล้ายคลึงกัน (ต้นโพธิ์แดง, ต้นโพธิ์ไทรหรือบางแห่งจะเรียกว่า โพธิ์เขียว, และต้นโพธิ์ศรี ซึ่งมีใบคล้ายกับต้นโพธิ์แต่ต้นไม่คล้ายกันซึ่งเด็ก ๆ ในสมัยก่อนนิยมนำผลมาทำเป็นล้อรถเล่น) ว่า ต้นโพธิ์ นั้น ด้วยเหตุที่เป็นสถานที่ตรัสรู้ของพระสมณะ โคดม ซึ่งสอดคล้องกับหลักฐานดังที่ปรากฏในคัมภีร์สามันตปาสาทิกภาคที่ ๓ หน้า ๔ ท่านอธิบายไว้ว่า โพธิรุกฺขมูเลติ โพธิ วุจฺจติ  จตูสุ มคฺเคสุ ฐาณํ ตํ โพธึ ภควา เอตฺถ ปตฺโตติ รุกฺโขปิ โพธิรุกฺโขเตฺวว นามํ ลภิ ตสฺส โพธิรุกฺขสฺส มูเล โพธิรุกฺขมูเล ฯ บทว่า โพธิรุกฺขมฺเล มีความว่า ญาณในมรรค ๔ เรียกว่าโพธิญาณ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงบรรลุโพธิญาณนั้นที่ต้นไม้นี้ เพราะฉะนั้น ต้นไม้จึงพลอยได้นามว่า ต้นโพธิด้วย ที่โคนแห่งต้นโพธิ์นั้นชื่อว่า โพธิรุกขมูล

ข้อสังเกตประการหนึ่ง ต้นไม้ที่ตรัสรู้จะเป็นต้นไม้พันธุ์ใหญ่ใบทึบให้ร่มเงาคนได้พักอาศัย แต่ต้นไม้ที่พระปุสสพุทธเจ้าจะเป็นต้นมะขามป้อมยังมองไม่เห็นภาพของร่มเงาเลยหรืออาจจะเป็นการตรัสรู้ในภูมิประเทศที่มีอากาศหนาวเย็น ที่บำเพ็ญเพียรจะเป็นสถานที่อากาศถ่ายเทและมีแดดส่องถึงแต่ไม่แรงมากนัก (คงจะเช่นกันกับเงาของแสลนของชาวไม้ดอก ไม้ประดับ ที่ใช้แสลนเพื่อป้องกันไม่ให้แดดสอดส่องถึงไม้ของตนมากนัก) คงเป็นไปได้

แหล่งอ้างอิง

มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ. กรุงเทพ ฯ : โรงพิมพ์มหามกุฏราช-วิทยาลัย, ๒๕๒๕.

_______________. สามนฺตปาสาทิกา แปล ภาค ๓ ตอน ๑. กรุงเทพ ฯ : โรงพิมพ์มหามกุฏ-ราชวิทยาลัย, ๒๕๓๒.

_______________. สามนฺตปาสาทิกาย ตติโย ภาโค. กรุงเทพ ฯ : โรงพิมพ์มหามกุฏราช-วิทยาลัย, ๒๕๓๕.

สมาคมศิกษ์เก่ามจร. CD รอม พระไตรปิฎก.

สุริย์ มีผลกิจ และวิเชียร มีผลกิจ. พระพุทธประวัติ. กรุงเทพฯ : บริษัท คอมฟอร์ม จำกัด, ๒๕๔๘.

ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าว มมร ล้านนา คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s